การลดไขมันช่องท้อง (visceral fat) เพื่ออายุยืนยาว
- Admin
- 2 วันที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

อายุยืนยาว (Longevity) เป็นแนวคิดในการดูแลตัวของผู้สูงอายุรุ่นใหม่ ไม่ใช่แค่มีอายุยืนเท่านั้น แต่คนเราต้องมีชีวิตที่ดี สุขภาพแข็งแรง ไม่มีโรคเรื้อรังสามารถใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง มีอิสระ และไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นในการใช้ชีวิต
แน่นอนว่าร่างกายของคนเราไม่สามารถมีชีวิตยืนยาว (Longevity) ได้เลย หากไม่เริ่มดูแลสุขภาพของตัวเองเพื่อป้องกันโรคเรื้อรังไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ บทความนี้แอดมินจะพาทุกคนมารู้จักไขมันช่องท้อง (visceral fat) อันตรายของไขมันช่องท้อง และวิธีการลดไขมันช่องท้องค่ะ
ไขมันช่องท้อง (Visceral fat) คืออะไร?

ไขมัน… ฟังดูเป็นตัวร้ายของสุขภาพ แต่ร่างกายมนุษย์จำเป็นต้องมีไขมันอยู่บ้าง เป็นส่วนประกอบของเซลล์และสมอง เพียงแต่เราต้องควบคุมไขมันไม่ให้มีมากเกินไปเท่านั้น
ไขมันช่องท้องเป็นชื่อเรียกไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างอวัยวะภายในท้อง หน้าที่หลักของไขมันช่องท้องคือป้องกันอวัยวะภายในทั้งหัวใจ ลำไส้ ตับ ไต ตับอ่อน กระเพาะอาหาร
ในท้องของคนเรามีไขมันหลักๆ อยู่ 2 ประเภท เมื่อเราลองจับท้องของตัวเอง ไขมันที่สัมผัสได้คือไขมันใต้ชั้นผิวหนัง (Subcutaneous Fat) ส่วนไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) นั้นอยู่ลึกเข้าไปข้างใน
ไขมันช่องท้องสะสมเพิ่มได้จาก
กรรมพันธุ์
อาหารและการบริโภค โดยเฉพาะอาหารไขมันสูงและคาร์โบไฮเดรตสูง
อายุ และวัยหมดประจำเดือน (Menopause)
ความเครียด โรคซึมเศร้า โรคที่เกี่ยวกับฮอร์โมน และโรคอื่นๆ
เวชศาสตร์ปัจจุบันยังไม่เข้าใจกลไกการสะสมไขมันช่องท้องอย่างถ่องแท้ อาจมีการศึกษาเพิ่มเติมในอนาคต
อันตรายของไขมันช่องท้อง
หากร่างกายสะสมไขมันช่องท้องมากเกินไป เป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ การตรวจสุขภาพทั่วไป มักประเมินระดับของไขมันช่องท้องในฐานะช้อบ่งชี้โรคเรื้อรังต่างๆ จาก BMI และเส้นรอบวงเอว (Waist Circumference) เพื่อคัดกรองผู้ป่วย
ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา เริ่มมีงานวิจัยเกี่ยวกับปริมาณไขมันช่องท้องกับโรคต่างๆ ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ไขมันช่องท้องที่มากเกินไป (Visceral Obesity หรือ abdominal Obesity) เป็นตัวบ่งชี้โรคเรื้อรังที่สำคัญดังนี้
กลุ่มอาการเมตาบอลิค หรือ โรคอ้วนลงพุง (Metabolic Syndrome) คือกลุ่มความผิดปกติทางเมตาบอลิซึมหลายอย่างที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่ อ้วนลงพุง ความดันสูง น้ำตาลสูง ไขมันดีต่ำ และไตรกลีเซอไรด์สูง ส่งผลเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคเบาหวานชนิดที่ 2
โรคหัวใจต่างๆ (Cardiovascular Disease)
งานวิจัยเชิงสรุปเมื่อปี 2003พบว่า ไขมันช่องท้องที่มากเกินไป เป็นสาเหตุหลักทำให้ร่างกายมนุษย์ผลิต free fatty acid เพิ่มขึ้น และ free fatty acid เหล่านี้เองที่ไปขัดขวางการทำงานของอินซูลิน ทำให้เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ในผู้ใหญ่
วิธีลดไขมันช่องท้อง

เมื่อเรารู้แล้วว่าไขมันช่องท้องเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างไร คงเห็นความสำคัญของการลดไขมันในช่องท้องขึ้นมาแล้ว อย่างแรกที่ต้องเข้าใจ ไม่มีการลดน้ำหนักใดสามารถลดไขมันเฉพาะส่วน จากงานวิจัยของ O. Bosello และ M. Zamboni เมื่อปี 2003 กล่าวว่า วิธีลดไขมันช่องท้องที่สำคัญที่สุด คือการลดน้ำหนัก ซึ่งช่วยภาวะอ้วนลงพุงได้ดี ผู้เริ่มต้นลดไขมันช่องท้อง ควรเริ่มจากการตรวจสอบระดับของไขมันช่องท้องด้วยเครื่องวัดดัชนีร่างกายเป็นอันดับแรก
วิธีการลดไขมันช่องท้อง มีดังนี้
ออกกำลังกายวันละ 30 นาที 5 วัน/สัปดาห์
ควบคุมอาหาร เน้นทานโปรตีนและผักใบเขียว ลดน้ำตาล
นอนหลับให้เพียงพอ และลดความเครียด
ความเครียดเป็นสิ่งที่ทำให้ร่างกายสะสมไขมันเพิ่มอย่างไม่น่าเชื่อ งานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างความเครียดกับน้ำหนักตัว และทำให้น้ำหนักขึ้นในระดับที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ
สรุป: ไขมันช่องท้องควบคุมได้

แม้ไขมันในช่องท้องที่มากเกินไปจะเป็นอันตรายต่ออายุยืนยาว (Longevity)
และเป็นทำให้ความสามารถในการดูแลตัวเองเมื่ออายุเยอะขึ้นลดลง ทำให้เป็นโรคอ้วนลงพุง โรคหัวใจต่างๆ รวมไปถึงเบาหวานประเภทที่ 2 และสโตรกต่อไป
ทั้งนี้ เราสามารถเริ่มต้นการควบคุมไขมันช่องท้องได้ ขั้นตอนแรกคือการตรวจไขมันช่องท้องด้วยเครื่องวัดดัชนีมวลกายที่น่าเชื่อถือ จากนั้นจึงปรับอาหารการกินของตัวเอง เลือกทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน ลดน้ำตาลและของหวาน นอนหลับให้เพียงพอ ลดความเครียด และออกกำลังกายวันละ 30 นาที/5 วันต่อสัปดาห์
เพียงเท่านี้ เราก็สามารถลดความเสี่ยงเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ และเพิ่มโอกาสเติบโตไปเป็นสูงวัยแข็งแรง ที่ดูแลตัวเองในอนาคตแล้วนะคะ



