อัพเดท! ดื่มกาแฟไม่เกิน 5 แก้วต่อวันกลับมีผลดีต่อหัวใจ! และโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)
- Admin
- 24 ก.ค.
- ยาว 2 นาที

ในสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ในวงการสุขภาพและ Longevity เมื่อสมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (American Heart Association) ปรับคำแนะนำของตนเอง เปลี่ยนเป็นบุคคลทั่วไปสามารถดื่มกาแฟได้วันละไม่เกิน 5 แก้ว เปลี่ยนจากคำแนะนำของปี 2025 ที่กล่าวว่าดื่มกาแฟวันละไม่เกิน 2 แก้วไม่เป็นอันตราย
ทุกคนคงเคยได้ยินคำแนะนำเกี่ยวกับการดื่มกาแฟมาบ้าง เช่น มีโรคหัวใจอย่าดื่มกาแฟ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะห้ามดื่มกาแฟ ในแง่หนึ่งคำแนะนำเหล่านี้เป็นความเชื่อที่น่าฟัง กาแฟมีฤทธิ์เป็นสารกระตุ้นหัวใจอ่อนๆ หากดื่มมากไป คนดื่มก็พบว่าตัวเองหัวใจเต้นเร็วขึ้น ใจสั่น ปวดหัว วิตกกังวล เรียกว่าอาการเมากาเฟอีน (Caffeine Overdose) ทำให้มีความเชื่อว่ากาแฟและกาเฟอีนอาจมีผลเสียต่อหัวใจ ในระยะหลัง เริ่มมีงานวิจัยใหม่ๆ ทางการแพทย์ระบุว่า การดื่มกาแฟไม่เป็นผลเสียต่อหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) ประเภทหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AF หรือ AFib) ในช่วงสัปดาห์นี้ สมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) ได้ออกงานไกด์ไลน์ชิ้นใหม่ ให้คำแนะนำใหม่อย่างชัดเจนว่า การดื่มกาแฟดำไม่เกิน 5 แก้วต่อวัน ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อหัวใจ และยังมีผลดีต่อร่างกายหลายๆ อย่างอีกด้วยซ้ำ
ในบทความนี้ แอดมินจะพาทุกคนมาดูรายละเอียดกันค่ะ
กาเฟอีน (Caffeine) กาแฟ และโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)

กาแฟเป็นสารกระตุ้นอ่อนๆ ชนิดหนึ่ง สารสำคัญในกาแฟที่ทำให้เกิดฤทธิ์กระตุ้นร่างกายคือกาเฟอีน (Caffeine) ซึ่งพบตามธรรมชาติและอาหารในชีวิตประจำวันหลายอย่าง เช่น ช็อกโกแลต ใบชา เครื่องดื่มชูกำลัง กระทั่งน้ำอัดลม เมื่อดื่มเข้าไปแล้วผู้ดื่มมีอาการสดชื่น หัวใจเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อยทันที จึงมีคนสงสัยว่าการบริโภคกาแฟหรือกาเฟอีนก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพหรือไม่มาตั้งแต่โบราณ
ทางการแพทย์มีการศึกษาข้อดี-ข้อเสียของกาแฟมาเรื่อยๆ แต่ได้ผลสรุปค่อนข้างช้าและข้อมูลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา เพราะ
1) งานวิจัยบางชิ้นทำการทดลองโดยให้ผู้เข้าร่วมดื่มกาแฟ จึงไม่สามารถแยกผลกระทบของกาแฟ ซึ่งมีสารอาหารอื่นๆ ออกจากกาแฟอีนได้
2) กาเฟอีนส่งผลต่ออวัยวะหลายอย่างในร่างกายพร้อมกัน และส่งผลหลายอย่างพร้อมกัน และ
3) ร่างกาย กรรมพันธุ์ของแต่ละบุคคลดูดซึมกาเฟอีนด้วยเวลาไม่เท่ากัน นิสัยการกินกาแฟก่อนเข้าร่วมการทดลองก็มีผล
ปัจจัยเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการวิจัยข้อดี-ข้อเสียของกาแฟมาเป็นเวลานาน จนวงการแพทย์ต้องปรับปรุงคำแนะนำในการบริโภคกาแฟเป็นระยะ บทความนี้นำเสนอคำแนะนำล่าสุดของปี 2026 ให้ทุกคนค่ะ
กาแฟกับความดันโลหิต (Blood Pressure) และโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia)

ตามไกด์ไลน์ปีล่าสุดของสมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) ยังยอมรับว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างกาเฟอีนกับความดันโลหิตเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน” และยังมีช่องว่างให้ศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก คำแนะนำในปี 2026 มีดังนี้
คนทั่วไปดื่มกาแฟดำได้วันละไม่เกิน 5 แก้ว
ในตับของคนเรามีเอนไซม์ที่ชื่อว่า CYP1A2 ทำหน้าที่กำจัดสารกระตุ้นต่างๆ ในร่างกายรวมถึงกาเฟอีนด้วย คนทั่วไปสามารถขจัดกาเฟอีนปริมาณ 400 mg/วัน เทียบเป็นกาแฟประมาณ 3-5 แก้ว และยังไม่มีงานวิจัยใดๆ พบว่าการบริโภคกาเฟอีนวันละ 400 mg ทำให้เกิดผลเสียในด้านอื่นๆ แต่อย่างใด จึงเป็นที่มาของคำแนะนำโดยสมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาให้ดื่มกาแฟได้วันละ 5 แก้ว
กาแฟทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
การดื่มกาแฟทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นจริง โดยเฉพาะทันทีหลังดื่มกาแฟ งานวิจัยพบว่าผู้มีความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว หลังดื่มกาแฟ ความดันโลหิตอาจจะสูงขึ้นไปได้ถึง 1.5 เท่าของความดันโลหิตปกติ สำหรับคนทั่วไปมีความเสี่ยงความดันโลหิตสูงมากขึ้นหากดื่มกาแฟวันละ 1 – 3 แก้ว แต่ในงานวิจัยเดียวกันพบว่าเมื่อดื่มกาแฟมากขึ้น ความเสี่ยงความดันโลหิตสูงกลับลดลง
อย่างไรก็ตาม มีการศึกษาอื่นๆ พบว่า ในคนที่มีความดันโลหิตทั่วไป ความดันโลหิตจะสูงขึ้นเพียงไม่นานเท่านั้น และหากดื่มกาแฟติดต่อกันเป็นเวลานาน ความเสี่ยงความดันโลหิตสูงจากกาแฟยิ่งน้อยลง คนรักสุขภาพและดูแลหัวใจ ควรวัดความดันโลหิตวันละ 2 ครั้งเพื่อติดตามสภาพร่างกายของตนเองหลังดื่มกาแฟ
กาแฟช่วยลดความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะบางประเภท (Arrhythmia)
ถึงแม้ทางการแพทย์แสดงความกังวลด้านความดันโลหิตสูง แต่งานวิจัยหลายชิ้นกลับพบว่า การดื่มการแฟเป็นประจำกลับช่วยลดหัวใจเต้นผิดจังหวะชนิดที่เรียกว่า หัวใจห้องบนสั่นพริ้ว (Atrial Fibrillation หรือ AFib) ซึ่งเป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในคนทั่วไป
ในปี 2025 มีงานวิจัยใหม่ออกมา เป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมจำนวน 200 คน ผู้เข้าร่วมทั้งหมดเป็นผู้ป่วยเคยมีประวัติเกิดภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (Atrial Fibrillation – AF) ติดตามผลเป็นเวลาเกือบ 5 ปี ได้ผลสรุปแน่ชัดว่า การบริโภคกาแฟเล็กน้อยทุกวันกลับช่วยบรรเทาอาการ AFib และพบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 1 แก้ว มีโอกาสเกิดอาการ AFib น้อยกว่าผู้ไม่ดื่มกาแฟถึง 39%
แม้ยังมีข้อสงสัยอยู่บ้างว่ากาแฟอาจทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดจังหวะประเภทหัวใจเต้นเร็ว (Tachycardia) อยู่บ้าง แต่พบได้ในผู้ป่วยไม่กี่รายที่ใช้กาเฟอีนแบบยาเม็ดเท่านั้น ปัจจุบัน ทางสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกาจึงเชื่อว่ากาแฟช่วยลดความเสี่ยงหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือกาแฟไม่มีผลต่อหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ระวังกาแฟเพิ่มไขมันเลว

กาแฟมีสารชื่อ Cafestol ตามธรรมชาติ ซึ่งเพิ่มไขมัน LDL หรือที่เรียกว่าไขมันเลว ในร่างกาย ดังนั้นหากเรามีข้อวิตกกังวลเกี่ยวกับไขมันในร่างกาย ควรเลือกดื่มเป็นกาแฟสำเร็จรูป หรือกาแฟดริปด้วยที่กรองกระดาษเท่านั้น ส่วนกาแฟชนิดที่มี Cafestol น้อยเป็นอันดับที่สองคือกาแฟเอสเปรสโซกับกาแฟโมคาพ็อต
กาแฟช่วยป้องกันเบาหวาน

มีหลักฐานจำนวนมาสนับสนุนว่ากาแฟช่วยลดความเสี่ยงเบาหวาน
งานวิจัยของสหรัฐอเมริกาพบว่าการดื่มกาแฟวันละ 3.5 – 5 แก้วลดความเสี่ยงเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ประมาณ 20% – 30% งานวิจัยขนาดใหญ่จากยุโรปพบว่าผู้หญิงที่ดื่มกาแฟวันละ 3 แก้วขึ้นไป มีความเสี่ยงเบาหวานประเภทที่ 2 น้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มกาแฟ 29% สังเกตได้ว่ากาแฟช่วยป้องกันเบาหวานเมื่อดื่ม 3 แก้ว/วันขึ้นไป
ทั้งนี้ประโยชน์ของกาแฟที่ช่วยลดความเสี่ยงของเบาหวาน ไม่ได้มาจากกาเฟอีก แต่มาจากสารอาหารอื่นๆ ในกาแฟ ได้แก่ Chlorogenic Acid (CGA) ที่มีช่วยให้ร่างกายจัดการกับกลูโคสได้ดีขึ้น และกาแฟยังมีแมกนีเซียมกับโครเมียมที่ช่วยให้ร่างกายไวต่ออินซูลินมากขึ้น และลดช่วยลดความเข้มข้นของน้ำตาลในเลือดอีกด้วย
สรุป

นอกจากการพบว่ากาแฟไม่น่าส่งผลเสียต่อร่างกาย ทั้งทางด้านโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ กับเบาหวานแล้ว ยังมีงานวิจัยจำนวนหนึ่งเอ่ยถึงข้อดีของการดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมอย่างอื่นด้วย เช่น กาแฟอาจช่วยลดสโตรกประเภทเส้นเลือดในสมองอุดตัน (ischemic stroke) และลดความเสี่ยงหัวใจล้มเหลว (heart failure)
งานวิจัยรุ่นหลังเหล่านี้มีจุดร่วมกันประการหนึ่ง คือล้วนพบว่า การดื่มกาแฟวันละ 3-5 แก้วไม่มีผลเสียที่เห็นได้ชัด และอาจจะมีประโยชน์อีกด้วย ปริมาณ 5 แก้วเพิ่มขึ้นจากความเชื่อและคำแนะนำเดิมที่เคยให้คนทั่วไปดื่มกาแฟวันละไม่เกิน 2 แก้ว
ดังนั้น เมื่อรวมเหตุผลที่กล่าวมาด้วยกัน ทางสมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) จึงอัพเดทคำแนะนำในการบริโภคการแฟเป็น ไม่ควรดื่มกาแฟดำเกินวันละ 5 แก้ว หรือเทียบเป็นปริมาณกาเฟอีน 400 มก./วัน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการกับกาเฟอีนของแต่ละบุคคลด้วย หากดื่มไม่ถึง 5 แก้วแต่เกิดอาการเมากาเฟอีน (Caffeine Overdose) ควรปรับปริมาณกาแฟ ชา โกโก้ในแต่ละวันให้น้อยลง
เท่านี้ คนที่ชอบดื่มกาแฟอย่างแอดมินต้องดีใจหายกังวลไปเลย และมีคำเตือนว่ากาแฟแก้วใหญ่ที่เราสั่งดื่มตามร้านกาแฟนั้น มักมีกาแฟเป็นปริมาณ 2 ช็อต (หรือกาเฟอีน 160 มก.) ดังนั้น หากดื่ม 5 แก้วอาจจะได้รับกาเฟอีนเกินปริมาณที่สมาคมฯ แนะนำ และคำแนะนำนี้ใช้ได้กับการดื่มการแฟดำเท่านั้น คนชอบดื่มกาแฟใส่นมหรือน้ำเชื่อม ยังคงต้องระวังแคลอรีและปริมาณน้ำตาลที่ได้รับต่อวันด้วยนะคะ




