top of page
ค้นหา

สรุปครบ! รู้จัก 3 วิธีตรวจน้ำตาลที่โรงพยาบาล เลือกให้เหมาะสมกับตัวเอง

  • Admin
  • 1 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที
เค้กใบเตยสีเขียว ตัดเป็นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ทาครีมสีขาวบางๆ ประดับหน้าด้วยฝอยทองสีเหลืองอร่าม วางเรียงรายการเป็นแถว

หลายๆ คนอาจจะคิดว่าโรคเบาหวานนั้นไกลตัว แต่จากการประเมินล่าสุด คนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวานมากถึง 6.4 ล้านคน หรือคิดเป็นจำนวนเกือบ 10% ของประชากรไทยเลยทีเดียว ดังนั้น โรคเบาหวานจึงไม่ใช่สิ่งไกลตัวอย่างที่คิด กลับกัน การรักษาสุขภาพของคนไทยต้องรวมถึงการตรวจน้ำตาลในเลือดอย่างสม่ำเสมอเสียด้วยซ้ำ

 

แต่เมื่อเราค้นหาวิธีการตรวจน้ำตาลไปแล้ว เจอโฆษณาชักชวนให้ตรวจน้ำตาลเยอะแยะไปหมดจนสับสน ดังนั้น ในบทความนี้แอดมินจะพาทุกคนมารู้จักกับการตรวจน้ำตาลในเลือดแบบต่างๆ รวมถึงคำแนะนำว่าใครควรตรวจน้ำตาลแบบไหนอีกด้วย


การตรวจน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (Fasting Plasma Glucose Test หรือ FPG)


หลอดใสสำหรับบรรจุเลือด ฝาเกลียวสีน้ำเงิน หลอดนี้ไม่ได้ใส่อะไรไว้ข้างใน

วิธีนี้มีชื่อเรียกหลายชื่อ บางครั้งเราอาจได้ยินคำว่า Venous Glucose Test บ้าง การตรวจน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหารกระทำได้หลังจากผู้เข้ารับการตรวจงดอาหารและเครื่องดื่มที่มีแคลอรีเป็นเวลาอย่างน้อย 8 ชั่วโมงแต่ไม่เกิน 12 ชั่วโมง หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จึงเจาะเลือดเพื่อนำไปวิเคราะห์ผลในห้องแล็ป


ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นหน่วยมิลลิกรัม/เดซิลิตร (mg/DL) มีวิธีการอ่านค่าดังนี้


  1. < 100 mg/dL ระดับน้ำตาลในเลือดปกติ

  2. 100 – 125 mg/dL อยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes)

  3. ≥ 126 mg/dL อาจเป็นเบาหวาน แพทย์จะส่งตรวจซ้ำอีกครั้งในวันรุ่งขึ้น หรือสัปดาห์ถัดไป แพทย์อาจแนะนำให้สอบทวนด้วยการตรวจน้ำตาลวิธีอื่นๆ หากผลออกมาสูงกว่า 125 mg/dL ทั้งสองครั้ง จึงอาจวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน


การตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยวิธีนี้มีข้อดี คือความน่าเชื่อถือสูง ใช้ในการวินิจฉัยโรคและให้คำเตือนปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และมีข้อเสียคือ ผู้เข้าตรวจต้องอดอาหารมาก่อน หากอดอาหารผิดวิธีอาจทำให้ผลทดสอบคลาดเคลื่อนได้ จากประสบการณ์ของแอดมิน ผู้เข้ารับการตรวจหลายๆ คนมักอดอาหารนานกว่า 12 ชั่วโมงเพราะกลัวจะอดอาหารน้อยไป แต่การอดอาหารนานกว่า 12 ชั่วโมงอาจทำให้ค่าผิดเพี้ยนได้


ข้อดี-ข้อเสียของ FPG


+ ความแม่นยำสูง

- ต้องอดอาหารก่อนทำการตรวจ

- อาจคลาดเคลื่อนเพราะอดอาหารผิดวิธี

 

การตรวจความทนต่อกลูโคส (Oral Glucose Tolerance Test - OGTT)


ผู้หญิงผมทองในเสื้อสีขาว กำลังดื่มน้ำเปล่าจากแก้วใส

ในบางกรณีการตรวจ FPG อาจไม่แม่นยำ จึงมีการตรวจความทนต่อกลูโคส (OGTT) มาแทนการตรวจน้ำตาลทั่วไป กรณีที่ใช้มากเป็นพิเศษคือการตรวจน้ำตาลในผู้หญิงท้อง ซึ่งเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์ (Gestational Diabetes) เนื่องจากรกสร้างฮอร์โมนที่ช่วยให้ทารกเติบโต แต่ฮอร์โมนเหล่านี้อาจทำให้ร่างการคุณแม่ดื้ออินซูลิน และทำให้เกิดน้ำตาลสะสมในร่างกายสูงขึ้น


สำหรับวิธีการตรวจความทนต่อกลูโคสนั้น สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยแนะนำให้ผู้รับการทดสอบต้องทานอาหารเป็นปกติ (คาร์โบไฮเดรต 150 กรัม/วัน) เป็นเวลา 3 วันก่อนการทดสอบ จากนั้นงดอาหารและเครื่องดื่มเป็นเวลา 8 ชั่วโมงก่อนเริ่มทำการทดสอบ เมื่อเริ่มทำการทดสอบ จะมีการเจาะเลือดไปตรวจครั้งแรก จากนั้นผู้เข้ารับการตรวจน้ำตาลจะได้รับเครื่องดื่มเป็นน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม ละลายในน้ำ 250 – 300 มล. ผู้เข้ารับการตรวจต้องรอเป็นเวลา 2 ชั่วโมง (เรียกว่า 2-hr PG) ก่อนมีการเจาะเลือดไปตรวจอีกครั้งหนึ่ง


ผลลัพธ์ที่ได้เป็นหน่วยมิลลิกรัม/เดซิลิตร (mg/DL) มีวิธีการอ่านค่าดังนี้


  1. < 140 mg/dL ระดับน้ำตาลในเลือดปกติ

  2. 140 – 199 mg/dL อยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes)

  3. ≥ 200 mg/dL อาจเป็นเบาหวาน แพทย์อาจแนะนำให้รับการตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันผล


การตรวจความทนต่อกลูโคสมีหลายขั้นตอน และต้องตรวจซ้ำหลายครั้ง การตรวจในหญิงตั้งครรภ์แนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองก่อน 1 ครั้ง หากมีความเสี่ยงจึงตรวจครั้งที่ 2 ต่อไป อีกทั้ง ผู้เข้ารับการตรวจต้องงดอาหาร และนั่งเฉยๆ เป็นเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง


ข้อดี-ข้อเสียของ OGTT


+ ความแม่นยำสูง

+ ใช้ตรวจหาเบาหวานขณะตั้งครรภ์

- ต้องอดอาหารก่อนทำการตรวจ

- ผู้รับการตรวจต้องรอเป็นเวลานาน

- ต้องทำการตรวจซ้ำหลายครั้ง

- สถานพยาบาลบางแห่งไม่สามารถตรวจด้วยวิธีนี้ได้ ต้องส่งต่อไปโรงพยาบาลอื่น

 

การตรวจน้ำตาลจากระดับ A1C (HbA1c Test)


นางพยาบาลใส่เสื้อกาวน์สีขาว กำลังเจาะเลือดให้ผู้หญิงผมแดง มีสายรัดต้นแขนเพื่อช่วยให้เห็นเส้นเลือดได้ชัดขึ้น

จากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ทำให้การแพทย์ค้นพบการตรวจหาน้ำตาลในเลือดแบบใหม่ๆ การตรวจน้ำตาลในเลือดจากระดับ A1C ทำงานโดยวิเคราะห์พฤติกรรมของน้ำตาลในเลือด ในเลือดของมนุษย์มีสารที่ชื่อว่าฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) โดยปกติทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปทั่วร่างกาย เมื่อร่างกายมีน้ำตาลกลูโคสในเลือด กลูโคสจะเข้าไปจับตัวกับฮีโมโกลบิน กระบวนการนี้เรียกว่า glycation ยิ่งมีน้ำตาลในเลือดมาก ฮีโมโกลบินที่มีน้ำตาลเกาะอยู่ก็ยิ่งมากตาม ซึ่งกลูโคสสามารถเกาะฮีโมโกลบินได้ประมาณ 3 เดือนเลยทีเดียว ดังนั้นการตรวจน้ำตาลจากระดับ A1C จึงเป็นการตรวจค่าเฉลี่ยน้ำตาลในเลือดย้อนหลังประมาณ 3 เดือน ทำให้สามารถตรวจได้โดยไม่ต้องอดอาหาร และเจาะเลือดไปตรวจเพียงครั้งเดียว


การตรวจน้ำตาลจากระดับ A1C มีชื่อเรียกอื่นๆ อีกเช่น Hemoglobin A1C Test, HbA1c, Glycated Hemoglobin Test, หรือ Glycohemoglobin Test ปัจจุบันประเทศไทยมีห้องแล็บที่ได้รับการรับรองมากขึ้น ผู้ต้องการรับการตรวจจึงมีทางเลือกมากขึ้น


ผลลัพธ์ของการตรวจ A1C แสดงผลเป็น % เนื่องจากเป็นการตรวจหาจำนวนฮีโมโกลบินที่มีกลูโคสจับ เทียบกับฮีโมโกลบินทั้งหมด มีวิธีการอ่านค่าดังนี้


  1. <5.7% ระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ

  2. 5.7%-6.4% อยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน (Prediabetes)

  3. ≥6.5% อาจเป็นเบาหวาน แพทย์อาจแนะนำให้รับการตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อยืนยันผล


แม้การตรวจน้ำตาลในเลือดจากระดับ A1C จะมีความสะดวกหลายประการ แต่ยังมีข้อจำกัดเช่นกัน การตรวจด้วยวิธีนี้ไม่แม่นยำหากมีความผิดปกติในเม็ดเลือดแดง เช่น มีโรคธาลัสซีเมีย, HIV, เสียเลือดมาก, หรือพึ่งรับบริจาคเลือดมาไม่นาน


ข้อดี-ข้อเสียของ HbA1c Test


+ ตรวจได้โดยไม่ต้องอดอาหาร

- ต้องทำในห้องแล็บที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเท่านั้น

- ยังไม่ได้รับการรับรอบให้ใช้ระดับ A1C วินิจฉัยโรคเบาหวาน ต้องตรวจซ้ำ

- ไม่แม่นยำหากมีความผิดปกติในเม็ดเลือดแดง เช่น มีโรคธาลัสซีเมีย, HIV, เสียเลือดมาก, หรือพึ่งรับบริจาคเลือดมาไม่นาน

 

สรุป: ตรวจน้ำตาลแล้วต้องปรับวิถีชีวิต


ผู้หญิงสี่คนในชุดออกกำลังกายสีชมพู กำลังวิ่งจ็อกกิ้ง หลังฝนตก มีน้ำขังอยู่เป็นหย่อมๆ

การตรวจน้ำตาลสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และความพร้อมของสถานพยาบาล และต้องได้รับการตรวจซ้ำเพื่อยืนยันให้มั่นใจ


สำหรับคนที่กังวลว่าตนเองอาจเป็นเบาหวาน ให้พิจารณาดูว่าตนเองมีอาการเหล่านี้หรือไม่


  1. กระหายน้ำบ่อย

  2. ปัสสาวะบ่อยและมาก

  3. น้ำหนักลดโดยไม่มีสาเหตุ


เหล่านี้เป็นอาการของโรคเบาหวาน ผู้ที่มีอาการเหล่านี้เป็นเวลานานอาจจะเป็นเบาหวานโดยไม่รู้ตัว ควรไปตรวจเพื่อความแน่ใจ


สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภาวะก่อนเบาหวาน ต้องปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ลดอาหารหวาน มัน เค็ม แป้ง หันมาทานอาหารที่มีกากใยสูงให้มากขึ้น ออกกำลังกายและควบคุมน้ำหนัก งดแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่เด็ดขาด สำหรับคนที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน ต้องทานยารักษาตามแพทย์สั่ง รวมถึงหมั่นตรวจน้ำตาลในเลือดของตัวเองอย่างสม่ำเสมอด้วยเครื่องวัดน้ำตาลสำหรับใช้ในบ้านที่มีมาตรฐาน และได้รับการรับรองจากอ.ย.


บรรณานุกรม



 
 

บริษัท เซอร์ไคล์ฟ จำกัด

63 ถ.บรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170

เวลาทำการ: จันทร์ - ศุกร์ 8.00 - 18.00 น. เสาร์ 9.00 - 17.00 น.

โทร. 02-804-1000 นอกเวลาทำการ โทร. 084-456-8844

ฟอร์คิวไลฟ์ ฟาร์มาซี

1419 ถ. กาญจนาภิเษก แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพมหานคร

เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ 8.00 - 19.00 เสาร์ 9.00-17.00 ปิดให้บริการวันอาทิตย์

โทร. 02-804-1467

ชมตัวอย่างสินค้า และรับบริการหลังการขายได้ที่ร้านขายยาชั้นนำทั่วกรุงเทพฯ

  • Facebook
  • line@image
เซอร์ไคล์ฟได้รับมาตรฐาน ISO9001:2015

Circlife Co. Ltd. Provider of Healthcare and Medical Equipment in Thailand

©2023 by Circlife. Proudly created with Wix.com

bottom of page