หยุดยืนงงในร้านขายยา! แนะนำเครื่องตรวจน้ำตาลทั้ง 2 ประเภท
- Admin
- 19 ก.พ.
- ยาว 2 นาที
อัปเดตเมื่อ 27 ก.พ.

สำหรับคนที่มีความกังวลเรื่องน้ำหนักตัวหรือน้ำตาลในเลือด นอกจากไปตรวจน้ำตาลในโรงพยาบาลแล้ว หลายคนเลือกที่จะเดินเข้าร้านขายยา ถามหาเครื่องวัดน้ำตาลสำหรับใช้งานเองตามบ้าน แน่นอนว่าตัวเลือกที่ทุกคนจะได้รับ คือเครื่องตรวจน้ำตาลจากเลือดปลายนิ้ว และเครื่องตรวจน้ำตาลต่อเนื่อง และต้องงุนงงแน่นอนว่าเลือกซื้อแบบไหนดีกว่ากัน
ในบทความนี้ แอดมินจะมาช่วยทุกคนตัดสินใจเลือกซื้อเครื่องวัดน้ำตาลด้ววยตนเอง
เครื่องตรวจน้ำตาลจากเลือดปลายนิ้ว (Capillary Blood Glucose Monitor)

บางครั้งเรียกสั้นๆ ว่า BGM หรือ Blood Glucometer หรือ self-monitoring of blood glucose (SMBG) แต่ไม่ว่าจะเรียกว่าอะไรก็ตาม หลักการทำงานเหมือนเดิมเสมอ ผู้ที่ต้องการตรวจระดับน้ำตาลของตนเองต้องเอาเข็มปลอดเชื้อเจาะปลายนิ้วของตัวเอง จากนั้นเก็บตัวอย่างเลือดป้ายลงบนแผ่นตรวจเลือด (test strip) และนำไปวิเคราะห์ด้วยปฏิกิริยาเคมีต่างๆ กัน แล้วแต่รุ่นกับยี่ห้อของเครื่องตรวจนน้ำตาล จากนั้นเครื่องวัดน้ำตาลจากกระแสไฟฟ้าที่ได้จากปฏิกิริยาเคมี แปลผลออกมาเป็นตัวเลข มีหน่วยเป็น มิลลิกรัม/เดซิลิตร (mg/dL) หรือมิลลิโมล/ลิตร (mmol/L) สำหรับประเทศไทยนิยมใช้หน่วย mg/dL เพื่อใช้เทียบเคียงกับการตรวจเลือดหลังงดอาหารจากห้องแล็บ
เทคโนโลยีของเครื่องตรวจน้ำตาลจากเลือดปลายนิ้ว เป็นเทคโนโลยีที่มีมาตั้งแต่ทศวรรษ 1960 ในสหรัฐอเมริกา และมีการพัฒนาความแม่นยำมาอย่างต่อเนื่อง จึงได้รับความเชื่อถือสูง ปัจจุบัน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้เครื่อง BGM มีลูกเล่นใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น สามารถใช้ตัวอย่างเลือดจากจุดอื่นที่ไม่ใช่ปลายนิ้ว ส่งข้อมูลเข้าโทรศัพท์และระบบบลูทูธ พล็อตกราฟดูความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลภายในวัน-สัปดาห์-เดือนโดยอัตโนมัติ อีกทั้งยังมีราคาค่อนข้างถูก หลังจากซื้อเครื่องวัดระดับน้ำตาลไปแล้ว มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมเป็นเข็มปลอดเชื้อสำหรับเจาะเลือด และแผ่นทดสอบระดับน้ำตาลเท่านั้น ทั้งสองอย่างนี้ไม่สามารถใช้ซ้ำได้ เป็นอุปกรณ์ใช้แล้วทิ้ง ทำให้ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณ 10 บาท/การตรวจน้ำตาล 1 ครั้ง
สำหรับข้อเสียนั้น BGM ต้องเจาะเลือดเพื่อทำการตรวจทุกครั้ง ผู้ใช้งานบางคนอาจจะรู้สึกเจ็บและรำคาญ หากเดินทางออกไปนอกบ้าน ผู้ต้องการตรวจน้ำตาลอาจขาดอุปกรณ์ฆ่าเชื้อ เช่น แผ่นแอลกอฮอล์ ทำให้ไม่สะดวกตรวจ นอกจากนั้น ผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 1 ที่ต้องเจาะเลือดวันละเป็น 10 ครั้ง ก่อนและหลังทานอาหาร รวมทั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย กับผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ที่ต้องการอินซูลินมากกว่าวันละ 1 ครั้ง แพทย์อาจสั่งให้ตรวจน้ำตาลวันละหลายครั้งเช่นกัน สำหรับผู้ป่วยสองกลุ่มนี้ อาจพิจารณาใช้เครื่องตรวจน้ำตาลต่อเนื่อง (CGM) เพราะคุ้มค่าใช้จ่ายมากกว่า
สรุปข้อดีข้อเสียของเครื่องตรวจน้ำตาลจากเลือดปลายนิ้ว (BGM) ได้ดังนี้
+ ความน่าเชื่อถือสูงกว่า CGM
+ ราคาถูก
- ไม่ใช่การวินิจฉัยโรค
- ต้องทำฆ่าเชื้อปลายนิ้วก่อนเจาะ
- ค่าใช้จ่ายสูงเมื่อต้องตรวจวันละหลายครั้ง
เครื่องตรวจน้ำตาลต่อเนื่อง (Continuous Glucose Monitor)

คนไทยชอบเรียกว่าเครื่อง CGM เป็นเทคโนโลยีใหม่ เริ่มใช้ในท้องตลาดเมื่อปี 1999 ทำงานโดยการฝังเซนเซอร์ลงไปยังชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ตรวจน้ำตาลจากของเหลวระหว่างเซลล์ (Interstitial fluid) และส่งข้อมูลไปยังอุปกรณ์รับสัญญาณ CGM รุ่นใหม่ๆ ส่งข้อมูลไปแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือโดยตรง สามารถรายงานผลเป็นหน่วย mg/dL หรือ mmol/L แล้วแต่ความสะดวกของผู้ใช้งาน
ข้อดีของ CGM ที่โดดเด่นที่สุดคือความสะดวก ปัจจุบัน ผู้ใช้งานเพียงฝัง CGM เข้าร่างกายบริเวณหน้าท้อง หรือใต้ท้องแขน ใช้งานได้ 14-15 วัน เจ็บตัวครั้งเดียวไม่เหมือนกับ BGM ที่ต้องเจาะเลือดทุกครั้งที่ต้องการวัด เซนเซอร์ของ CGM สามารถวัดระดับน้ำตาลได้ทุก 5 นาที เหมาะสมเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องตรวจน้ำตาลบ่อยๆ วันละ 10- 15 ครั้ง
ส่วนข้อเสียที่สำคัญของเครื่องตรวจน้ำตาลต่อเนื่อง (CGM) คือราคา เครื่องตรวจน้ำตาลแบบ CGM ยังมีราคาสูงกว่า BGM อีกทั้งผู้ใช้ต้องเปลี่ยน CGM หรือเซนเซอร์ ตัวส่งสัญญาณทุก 14 วัน ทำให้อาจไม่คุ้มค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ที่ต้องตรวจน้ำตาลเพียงวันละ 1-2 ครั้งหลังตื่นนอน และก่อนนอน
ปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่เป็นข้อจำกัดของ CGM คือข้อจำกัดจากหลักการทำงานของเครื่องเอง เนื่องจากเซอร์ของ CGM ฝังลงไปตรวจของเหลวระหว่างเซลล์ในชั้นไขมัน ผลการตรวจจาก CGM จึงเป็นผลตรวจน้ำตาลที่ช้ากว่าความเป็นจริงประมาณ 15 นาที ผลการตรวจจาก CGM ยังคลาดเคลื่อนจากห้องแล็บ (MARD) ประมาณ 14.8% ทำให้ไม่สามารถใช้ผลจาก CGM ในการวินิจฉัยโรค นอกจากนั้น งานวิจัยในช่วงหลังเริ่มตั้งคำถามกับความแม่นยำของ CGM จากงานวิจัยขนาดเล็กของมหาวิทยาลัยบาธ สหราชอาณาจักรพบว่า CGM มีแนวโน้มรายงานผลน้ำตาลในเลือดของผู้ไม่มีเบาหวานสูงเกินไปถึง 30%
ปัญหาที่สำคัญอีกประการที่พบได้บ่อยของ CGM คือการส่งสัญญาณเตือนบ่อยครั้งเกินไป ทั้งๆ ที่ไม่มีอันตราย นายแพทย์ Henry Anhoult เล่าประสบการณ์ของตัวเองไว้ว่า CGM เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือด แต่หาก CGM ส่งสัญญาณเตือนเพราะตรวจระดับน้ำตาลผิดพลาดในเลือดหลายครั้ง ผู้ใช้งานจะหงุดหงิดและเลิกสนใจสัญญาณเตือนเหล่านั้นแทน
คำแนะนำในการใช้งาน CGM ปัจจุบัน จึงยังคงคำเตือนให้ผู้ใช้งานระวังการดื่มไวน์ และยาเหล่านี้ เนื่องจากอาจทำให้ CGM ทำงานผิดพลาดได้ และผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องเฝ้าระวังระดับน้ำตาลในเลือดควรสำรอง BGM ไว้เสมอ
- Paracetamol (ยาลดไข้เช่นซาร่า, ไทลีนอล, ทิฟฟี่)
- Albuterol
- Aspirin
- Atenolol
- Atorvastatin (ยาลดไขมันเช่น Lipitor, Xarator)
- Ethanal oleate
- Lisinopril
- Vitamin C (Ascorbic Acid)
ปัจจุบัน สำหรับผู้ใหญ่ การรับประทานยาพาราเซตามอลปริมาณ 1000 มิลลิกรัมและวิตามินซี 500 มิลลิกรัม ไม่น่าทำให้ผลลัพธ์จากการวัดระดับน้ำตาลด้วย CGM คลาดเคลื่อนแล้ว
สำหรับยาอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวก่อนซื้อเครื่องวัดน้ำตาลแบบ CGM มาใช้
สรุปข้อดีข้อเสียของเครื่องตรวจน้ำตาลต่อเนื่อง (CGM) ได้ดังนี้
+ ไม่ต้องเจาะเลือดบ่อย ไม่เจ็บ
+ มีสัญญาณเตือนเมื่อน้ำตาลเปลี่ยนแปลงเร็วผิดปกติ
+ เห็นความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลตลอดทั้งวัน
- ยังต้องตรวจเทียบ (Calibration) โดยการเจาะเลือด
- ไม่ใช้ในการวินิจฉัยโรค
- ราคาสูง
- ต้องเปลี่ยนเครื่องบ่อยๆ หรือเปลี่ยนอะไหล่เครื่องบางส่วน
สรุป: เลือกเครื่องตรวจน้ำตาลตามความเหมาะสม

ดังนั้น แอดมินขอสรุปว่า เครื่องตรวจน้ำตาลทั้ง 2 แบบ ไม่มีแบบไหนดีกว่ากันอย่างแท้จริง ขอให้เลือกเครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดโดยพิจารณาจากปัจจัยดังนี้
งบประมาณของตัวเอง
จำนวนครั้งที่ต้องตรวจน้ำตาลต่อวัน
ยาอื่นๆ ที่ต้องทานเป็นประจำ
จุดประสงค์ของการซื้อเครื่องตรวจน้ำตาล
การซื้อเครื่องตรวจน้ำตาล ต้องพิจารณาข้อมูลเหล่านี้ให้ถี่ถ้วน โดยทั่วไปแล้ว เครื่องตรวจน้ำตาลแบบ BGM จะมีราคาถูกกว่าแบบ CGM ยกเว้นแต่กรณีที่ต้องตรวจน้ำตาลประมาณ 6-10 ครั้งต่อวัน CGM จึงจะคุ้มค่าใช้จ่ายมากกว่า อย่างไรก็ตาม ความสะดวกเป็นปัจจัยที่ทำให้ CGM น่าสนใจเช่นกัน คนรักสุขภาพอาจเลือกใช้ CGM เพื่อวัดระดับน้ำตาลตลอดทั้งวัน เช่น ตรวจดูปรากฏการณ์ Sugar Spike เป็นต้น ทั้งนี้ อย่าลืมปรึกษาแพทย์ก่อนเลือกซื้อเครื่องตรวจน้ำตาล พิจารณายาที่ตนเองต้องทานเป็นประจำด้วย และที่สำคัญที่สุด เลือกซื้อเครื่องตรวจน้ำตาลที่ได้รับการรับรองจากอ.ย.เท่านั้น ความน่าเชื่อถือเป็นปราการแรกของการเลือกซื้อเครื่องมือแพทย์เสมอ



