ภัยเงียบ! สำรวจตัวเองก่อนเป็นสโตรกโดยไม่รู้ตัว (Knowing Stroke)
- Admin
- 11 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

ในตัวเราทุกคนมีมหันตภัยเงียบซ่อนอยู่ สโตรก หรือที่สมัยก่อนเรียกว่าหลอดเลือดสมองแตก อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้โดยไม่มีสัญญาณเตือน เมื่อเร็วๆ นี้พึ่งมีข่าวคนเสียชีวิตจากสโตรกทั้งๆ ที่เข้าโรงพยาบาลด้วยอาการอื่น หรือเสียชีวิตขณะนอนหลับก็เป็นไปได้ว่าเกิดจากอาการสโตรก วิธีเอาตัวรอดจากสโตรกมีเพียงสองทางเท่านั้น คือเมื่อเกิดอาการแล้วต้องรีบรับมือนำส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด หรือลดความเสี่ยงที่เราสามารถควบคุมให้ได้มากที่สุด
อะไรคือสโตรก (stroke) และรับมืออย่างไร

สโตรก เป็นโรคที่เกิดขึ้นเมื่อสมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงสักพักหนึ่ง ทำให้ปวดหัว ขยับร่างกายลำบาก อาจเกิดอาการชาครึ่งตัว และทิ้งผลเสียถาวรต่อร่างกาย ทั้งเป็นอัมพาต หรือเสียชีวิต
สโตรก แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่
หลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน (Ischemic Stroke) พบได้บ่อยกว่า นับเป็น 87% ของคนไข้สโตรกทั้งหมด เกิดจากหลอดเลือดในสมองตีบหรือแคบลงเพราะสาเหตุต่างๆ กันเช่นลิ่มเลือดอุดตัน
หลอดเลือดในสมองแตก (Hemorrhagic Stroke) เกิดจากหลอดเลือดในสมองแตกหรือฉีกขาดกะทันหัน ร้ายแรงกว่าประเภทหลอดเลือดในสมองตีบ เกิดจากหลายสาเหตุเช่นความดันโลหิตสูงจนทำให้หลอดเลือดฉีกขาด
รับมือกับสโตรกด้วย BEFAST
เนื่องจากสโตรกเป็นอาการที่ไม่มีสัญญาณเตือนล่วงหน้า เราจึงควรรู้จักกับหลักการ BEFAST เพื่อให้ช่วยเหลือผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็ว นำส่งโรงพยาบาลให้ทัน
B – Balance (การทรงตัว) ผู้ป่วยสูญเสียการทรงตัว เวียนหัว และไม่สามารถเดินเป็นเส้นตรงได้
E – Eyes (การมองเห็น) ผู้ป่วยเกิดปัญหาในการมองเห็น เช่นภาพซ้อน มองไม่ชัด ตามัว
F – Face (ใบหน้า) หน้าเบี้ยว มุมปากตก ทดสอบโดยการให้ผู้มีความเสี่ยงยิ้ม ผู้ป่วยสโตรกจะไม่สามารถยิ้มให้มุมปากสองข้างเท่ากันได้
A – Arms (แขน) แขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรงเฉียบพลัน ยกไม่ขึ้น หรือชาขึ้นมากะทันหัน
S – Speech (การพูด) ผู้ป่วยสโตรกจะพูดไม่ชัด พูดติดขัด หรือพูดไม่ได้เลย และมีปัญหาในการทำความเข้าใจคำพูดของคนอื่น
T – Time (เวลา) เมื่อพบผู้ป่วยสโตรก ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีภายใน 4 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยสมองเสียหายถาวร
ปัจจัยเสี่ยงของสโตรก (Stroke)

แม้ว่าสโตรกจะไม่ส่งสัญญาณเตือนก่อนเกิดอาการ แต่เราสามารถตรวจสอบดัชนีร่างกายต่างๆ เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดสโตรกของตนเองได้ ผู้รักสุขภาพ หรือเข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงสโตรก (เช่น ผู้ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป) ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี และมีเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นติดบ้านไว้เพื่อดูแลสุขภาพของตนเอง
น้ำหนักตัว
ไขมันในร่างกายมีผลเสี่ยงต่อการเกิดสโตรกโดยตรง ปกติแล้วเราจะวัดดัชนีต่างๆ ของร่างกายเพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดสโตรก ดัชนีที่นิยมใช้มี 2 อย่าง คือ ดัชนีมวลกาย (BMI) เส้นรอบวงเอว (waist circumference) และอัตราส่วนระหว่างเส้นรอบวงเอวกับสะโพก (waist-to-hip ratio)
BMI คำนวณได้จาก น้ำหนักหารด้วยส่วนสูงยกกำลังสอง (W / H2) โดยทั่วไป BMI 25 ถือว่า “มีน้ำหนักเกินเกณฑ์” และ BMI 30 ถือว่า “มีโรคอ้วน” งานวิจัยระยะยาวในนอร์เวย์พบว่าผู้ที่มี BMI ตั้งแต่ 27 ขึ้นไป จะมีความเสี่ยงสโตรกเพิ่มขึ้นทันที และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตาม BMI ที่สูงขึ้นปัจจุบัน เทคโนโลยีการดูแลสุขภาพขึ้นมาก ตรวจดัชนีร่างกาย (body composition index) สามารถตรวจได้อัตโนมัติ ไม่ต้องคำนวณเอง ด้วยเครื่องชั่งน้ำหนัก หรือเครื่องวัดดัชนีมวลกายที่มีความน่าเชื่อถือ เพื่อรักษาสุขภาพของเราอยู่เสมอ
เลือกซื้อเครื่องชั่งน้ำหนักพร้อมประเมินไขมันในร่างกาย คลิก
ความดันโลหิตสูง
ความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดสโตรกแบบต่างๆ มากที่สุด มีรายงานว่าความดันโลหิตสูง 54% มีสาเหตุมาจากความดันโลหิตสูง ปัจจุบัน นิยามของความดันโลหิตสูงเริ่มต้นเมื่อมีความดันโลหิตค่าบนสูงกว่า 130 หรือความดันโลหิตค่าล่าง 90

คอเลสเตอรอลสูงความสัมพันธ์ระหว่างคอเลสเตอรอลในโลหิตกับสโตรกมีความซับซ้อนมาก งานวิจัยช่วงหลังบ่งชี้ว่า LDL (ไขมันเลว) สูงกับ HDL (ไขมันดี) ต่ำ หากมีทั้งสองอย่างนี้ทำให้มีความเสี่ยงเกิดสโตรกชนิดต่างๆ โดยเฉพาะสโตรกจากภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerotic stroke) ผู้มีไขมันรวมสูง อาจเสี่ยงกว่าผู้มีไขมันรวมต่ำถึง 3.2 เท่าเลยทีเดียว นอกจากนั้น ค่าไขมัน HDL (ไขมันดี) ไม่ควรต่ำเกินไป ผู้มี HDL ต่ำกว่า 50 mg/dL มีความเสี่ยงสโตรกชนิดเส้นเลือดสมองตีบเพิ่มมากขึ้นสำหรับคนที่รักสุขภาพ ผู้สูง และผู้ที่ต้องเฝ้าระวังไขมัน ควรตรวจไขมันในเลือดอย่างน้อยปีละครั้งระหว่างตรวจสุขภาพประจำปี
เบาหวาน
เป็นที่รู้กันดีว่าเบาหวานเป็นปัจจัยทำให้เกิดสโตรกทางอ้อม เนื่องจากเบาหวานทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ไขมันทำงานไม่ปกติ ระบบเผาผลาญของร่างกายไม่ปกติ และเกิดภาวะการทำงานผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติ
ปัจจุบันพบว่า เบาหวานเป็นปัจจัยโดยตรงที่ทำให้เกิดสโตรกเช่นกัน เนื่องจากเบาหวานทำให้เกิดอาการหลอดเลือดแดงแข็งตัว และเกิดภาวะการทำงานผิดปกติของเยื่อบุหลอดเลือด คนรักสุขภาพควรตรวจน้ำตาลในเลือดทุกปี และหากสงสัยว่าตัวเองเป็นเบาหวาน ควรตรวจปริมาณน้ำตาลสะสมในเลือดและปรึกษาแพทย์
โรคหัวใจ
ผู้มีโรคหัวใจต่างๆ มีความเสี่ยงสโตรกมากขึ้น และร่างกายของคนจำนวนไม่น้อยมีภัยเงียบที่ไม่รู้ตัว นั่นคือโรคหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะ (Arrhythmia) โดยเฉพาะประเภทหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AF) ผู้เป็นโรคหัวใจห้องบนสั่นพลิ้วมีความเสี่ยงเป็นสโตรกมากกว่าคนทั่วไป 3-5 เท่า ดังนั้น ผู้มีอาการ AF ควรวัดความดันโลหิตด้วยเครื่องวัดความดันโลหิตที่สามารถตรวจอาการหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะอย่างสม่ำเสมอ
พันธุกรรม
พันธุกรรมบางอย่างทำให้มีความเสี่ยงเกิดสโตรก จากคำแนะนำล่าสุดของสมาคมหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA) ระบุว่า ปัจจัยพันธุกรรมนับเป็นปัจจัยเสี่ยงสโตรกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ชาวแอฟริกัน ชาวอเมริกาใต้ ชาวอเมริกันพื้นเมืองล้วนมีความเสี่ยงสโตรกมากกว่าคนยุโรปหรือชาวเอเชีย นอกจากนั้น ผู้ที่มีสมาชิกครอบครัวมีประวัติเป็นสโตรก ควรรักษาสุขภาพ ตรวจร่างกายเป็นประจำด้วยเครื่องวัดดัชนีมวลกาย ให้บ่อยกว่าคนทั่วไป
สรุป วิธีป้องกันสโตรกที่ดีที่สุดคือการดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง

จากที่กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ว่าสโตรกเป็นโรคที่มีหลายสาเหตุประกอบกัน เราควรสนใจเฉพาะปัจจัยที่ควบคุมได้ ได้แก่น้ำหนักตัว ความดันโลหิต คอเลสเตอรอล และโรคเบาหวาน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เสี่ยงสโตรกมากขึ้น ทั้งหมดนี้เราสามารถควบคุมได้ด้วยการ...
คุมอาหาร ไม่กินอาหารเค็มไป หวานไป กินให้พอดีๆ และทานโปรตีนวันละ 1.5 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
หมั่นออกกำลังกาย ออกกำลังกายแบบแอโรบิก (aerobic workout) สัปดาห์ละ 150 นาที และออกกำลังกายแบบอันแอโรบิก (anaerobic workout) เพื่อสร้างและรักษามวลกล้ามเนื้อด้วย
คุมน้ำหนักของตนเอง ไม่ให้มีค่า BMI เกิน 25
งดบุหรี่ งดแอลกอฮอล์ และห้ามใช้สารเสพติดเด็ดขาด
เพียงเท่านี้ ทุกคนก็สามารถมีสุขภาพแข็งแรง และลดความเสี่ยงสโตรกไปได้มาก รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลสุขภาพตัวเองด้วยเครื่องวัดดัชนีร่างกายเป็นประจำ ทั้งหมดที่ทำไปนี้ เพื่อทำให้เราเติบโตเป็นผู้สูงวัยที่แข็งแรง สามารถดูแลตัวเองได้ ไม่เป็นภาระของลูกหลานในอนาคต



