เลิกใช้ BMI ดีกว่าไหม? วัดสุขภาพด้วยไขมันช่องท้อง (Visceral Fat) และเส้นรอบเอว (Waist Circumference)

BMI หรือเรียกเต็มๆ ว่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) เคยเป็นมาตรวัดสุขภาพที่ใช้งานอย่างกว้างขวาง เพราะคำนวณง่ายจากส่วนสูงและน้ำหนักตัว ทำให้ประเมินสุขภาพคร่าวๆ ได้อย่างรวดเร็ว ไม่มีการรุกล้ำร่างกาย BMI ทำให้คนสามารถประเมินสุขภาพของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เฝ้าระวังโรคอ้วน โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน และสโตรก
เดิมทีประกันสุขภาพนิยมใช้การตรวจ BMI ในการประเมินผู้ทำประกัน และเผยแพร่การใช้งาน BMI ไปยังโรงพยาบาลและโรงเรียนต่างๆ แต่ในระยะหลังมานี้ เมื่อเทคโนโลยีการวัดน้ำหนักตัวและสุขภาพด้านอื่นๆ ดีขึ้น โดยเฉพาะมีเครื่องชั่งน้ำหนักที่สามารถวัดดัชนีร่างกาย (Body Composition Index) ชนิดต่างๆ ในราคาย่อมเยาแพร่หลายในครัวเรือน จึงเกิดคำถามว่า BMI ยังจำเป็นอยู่หรือไม่
งานวิจัยล่าสุดจากสหรัฐอเมริกา มาตรวัดที่ชี้ปัญหาสุขภาพได้อย่างแท้จริงคือไขมันช่องท้อง (Visceral Fat)
ซื้อเครื่องวัดดัชนีร่างกายที่นี่ >>> คลิก
อะไรคือไขมันช่องท้อง (Visceral Fat)

ไขมันช่องท้องคือไขมันในร่างกาย หมายถึงไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างอวัยวะภายในช่องท้องทั้งหมด อยู่ใต้ชั้นผิวหนัง มองไม่เห็นจากภายนอก โดยทั่วไป วงการความงามมักพูดถึงไขมันช่องท้องบ่อยๆ เพราะไขมันช่องท้องเป็นเครื่องบ่งชี้ว่ามีภาวะอ้วนลงพุง ทำให้รูปร่างไม่สวย ใส่เสื้อผ้าไม่ขึ้น
งานวิจัยระยะหลังเริ่มพบว่า นอกจากผลเสียต่อด้านความงามแล้ว การมีไขมันช่องท้องสูงทำให้เสี่ยงโรคเรื้อรังไม่ติดต่อเพิ่มขึ้น เช่น ภาวะคอเลสเตอรอลสูง โรคหัวใจต่างๆ และโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดสโตรกและเพิ่มความเสี่ยงหัวใจล้มเหลว
วัดไขมันช่องท้องด้วยเส้นรอบเอว (Waist Circumference) และอัตราส่วนเอวต่อสะโพก (Waist-to-Hip Ratio)
ปัจจุบันการวัดไขมันช่องท้องยังไม่มีมาตรฐานที่ชัดเจน เราจึงวัดไขมันช่องท้องจากเส้นรอบเอว (Waist Circumference) แทนการวัดไขมันช่องท้องโดยตรง เนื่องจากไขมันช่องท้องสะสมทำให้เอวหนาขึ้นเป็นผลให้เกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ปัจจุบัน กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้ผู้ที่มีเส้นรอบเอวเกินกว่าส่วนสูงหารสอง เป็นผู้มีเส้นเอวสูงเกินเกณฑ์ปกติ เช่น คนที่มีส่วนสูง 175 เซนติเมตร ไม่ควรมีเส้นรอบเอวเกิน 87.5 เซนติเมตร (34 นิ้ว) ในขณะที่สหรัฐอเมริกาใช้มาตรฐานแบ่งตามเพศดังนี้

นอกจากการใช้เส้นรอบเอวแล้ว อีกดัชนีหนึ่งที่ใช้กันมากในการวัดไขมันช่องท้องคืออัตราส่วนเอวต่อสะโพก (Waist-to-hip Ratio หรือ WHR) การวัดจากเส้นรอบเอวอย่างเดียวอาจไม่แม่นยำพอเนื่องจากโครงสร้างร่างกายของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน จึงมีคนคิดค้นดัชนีคำนวณอีกอย่างขึ้นมา ใช้เส้นรอบเอวมาเปรียบเทียบกับเส้นรอบสะโพก เพื่อให้การประเมินสุขภาพแม่นยำมากขึ้น
การใช้อัตราส่วนเอวต่อสะโพกได้ผลดีอย่างมากในการประเมินสุขภาพ การศึกษาพบว่า WHR สามารถประเมินความดันโลหิตสูง โรคเรื้อรังในตับได้อย่างแม่นยำ
นายแพทย์ไมเคิล บลอฮา (Michael J. Blaha) ผู้อำนวยการแผนกหัวใจและเมตาบอลิกแห่งมหาวิทยาลัยจอยส์ ฮอบกินส์ ในฐานะผู้วิจัยหลักของรายงานชิ้นสำคัญกล่าวว่า “BMI ไม่ใช่มาตรวัดสำคัญที่ใช้วัดระบบเมตาบอลิซึมและความเสี่ยงโรคหัวใจได้อีกต่อไป และ BMI ไม่สามารถใช้ประเมินไขมันช่องท้องหรือไขมันหน้าท้องได้ด้วยซ้ำ”
ความเสี่ยงโรคหัวใจวัดจากเส้นรอบเอว ไม่ใช่ BMI

การทดลองของนายแพทย์ไมเคิล บลอฮา ได้ผลลัพธ์อย่างชัดเจนว่าการใช้เส้นรอบเอว (Waist Circumference) ประเมินความเสี่ยงโรคเรื้อรังได้ผลดีกว่าการใช้ BMI อย่างเห็นได้ชัด
มีผู้เข้าร่วมการทดลองทั้งสิ้น 259,351 คน ผู้ที่มี BMI ในเกณฑ์ปกติ 5% มีเส้นรอบเอวสูงกว่าเกณฑ์ และ 18% มีอัตราส่วนเอวต่อสะโพกสูงกว่าเกณฑ์ การทดลองพบว่าแม้คนกลุ่มนี้มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่เมื่อมีเส้นรอบเอวสูงกว่าเกณฑ์ พบว่ามีความเสี่ยงโรคเรื้อรังมากกว่าคนทั่วไป 15 – 50%
คนทั่วไปที่น้ำหนักไม่เกินเกณฑ์ BMI ดูปกติ ควรวัดเส้นรอบเอวอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งในการตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อประเมินไขมันช่องท้องและความเสี่ยงโรคเรื้อรังต่างๆ ทั้งโรคหัวใจและสโตรก
การวัดเส้นรอบเอวและอัตราส่วนเอวต่อสะโพกที่ถูกต้อง
หลังจากรู้จักประโยชน์และความสำคัญของการวัดเส้นรอบเอวและอัตราส่วนเอวต่อสะโพกแล้ว เราต้องรู้จักการวัดดัชนีทั้ง 2 อย่างนี้อย่างถูกต้องด้วย
วิธีวัดเส้นรอบเอว ให้ยืนตรง แยกเท้าสองข้างออกจากกันเล็กน้อย หายใจเข้าออกเบาๆ ได้ตามปกติ แต่ห้ามแขม่วพุงหรือกลั้นหายใจ จากนั้นใช้สายวัดด้านเซนติเมตร วัดเอวรอบลำตัวให้พาดผ่านสะดือ เส้นรอบเอวไม่ควรสูงเกินครึ่งหนึ่งของส่วนสูง
วิธีหาอัตราส่วนเอวต่อสะโพก ให้วัดเส้นรอบสะโพกก่อน โดยวัดตรงจุดที่กว้างที่สุดของสะโพก วัดเป็นหน่วยเดียวกับเส้นรอบเอว จากนั้นทำการคำนวณโดยใช้เส้นรอบเอวหารด้วยเส้นรอบสะโพก (เส้นรอบเอว/เส้นรอบสะโพก) ค่าที่ได้เป็นอัตราส่วน
เช่น หากวัดเส้นรอบเอวได้ 90 เซนติเมตร และวัดเส้นรอบสะโพกได้ 100 เซนติเมตร อัตราส่วนเอวต่อสะโพก (90/100) จะเป็น 0.90
ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ว่า อัตราส่วนเอวต่อสะโพกในเกณฑ์ปกติสำหรับผู้ชายอยู่ที่ 0.90 และผู้หญิงอยู่ที่ 0.85
สรุป: มั่นใจสุขภาพตัวเองมากขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยเส้นรอบเอว

การแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้นทำให้มาตรวัดดั้งเดิมอย่าง BMI ไม่เพียงพออีกต่อไป คนที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติควรใช้เส้นรอบเอว (waist circumference) และอัตราส่วนเอวต่อสะโพก (waist-to-hip ratio) อย่าไว้วางใจตรวจเพียงน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียว หรือใช้เครื่องวัดดัชนีมวลกายที่น่าเชื่อถือ วัดอัตราส่วนไขมันช่องท้องของตัวเองเพื่อป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ โดยเฉพาะความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจ หัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AF) และสโตรกไปด้วย
นอกจากการตรวจดัชนีร่างกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว ศิริราชพยาบาลมีคำแนะนำการออกกำลังกายสำหรับคนทั่วไป เพื่อป้องกันโรคเรื้อรัง ดังนี้
ยืดกล้ามเนื้อ และเตรียมความพร้อมก่อนออกกำลังกาย เป็นเวลา 5-10 นาทีก่อนออกกำลังกาย
หากเป็นผู้ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำ เริ่มต้นจากออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินชัน เดินไปทำงานแทนการนั่งรถ เป็นเวลา 1-2 เดือนก่อนหักโหม
ออกกำลังกายวันละ 30 นาที 5 วัน/สัปดาห์
ออกกำลังกายเสร็จแล้ว อย่าหยุดทันที ให้พักเบาๆ เป็นเวลา 5-10 นาทีก่อนหยุด
หากอายุมากกว่า 45 ปี ซึ่งมี ขณะออกกำลังกายมีอาการ หัวใจเต้นมาก เหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค เหนื่อยจนเป็นลม ให้พักทันที หยุดออกกำลังกายสัก 2 วัน และครั้งต่อไปให้ลดการหักโหมลง




