ทำไม CGM จึงไม่เหมาะกับทุกคน? รู้จักกับ MARD มาตรวัดความแม่นยำของเครื่องตรวจน้ำตาล

ทุกวันนี้เกิดกระแสใหม่ อินฟลูเอนเซอร์นิยมใช้เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่อง(Continuous Glucose Monitor – CGM) โดยมีจุดประสงค์เพื่อตรวจ glucose spike และคุมน้ำหนัก อย่างไรก็ตาม เครื่อง CGM มีหลักการทำงานที่ไม่แม่นยำเท่าการเจาะเลือดเพื่อตรวจน้ำตาล ความแม่นยำและความน่าเชื่อถือจึงต่ำกว่าเครื่องตรวจน้ำตาลแบบปลายนิ้ว มักมีคำเตือนว่า ผู้ป่วยเบาหวานไม่ควรพึ่งพา CGM เพียงอย่างเดียว
ในบทความนี้ แอดมินจะพาทุกคนมารู้จักค่าความคลาดเคลื่อนโดยเฉลี่ย หรือ MARD เพื่อให้ทุกคนรู้เท่าทันและเลือกซื้อเครื่องตรวจน้ำตาลได้อย่างเหมาะสมค่ะ
อะไรคือค่าความคลาดเคลื่อนโดยเฉลี่ย (MARD)

ก่อนจะเข้าใจว่าทำเครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดแบบต่อเนื่อง (CGM) มีจุดอ่อน ต้องเข้าใจวิธีการวัดน้ำตาลในเลือดก่อน
แต่ไหนแต่ไรมา เทคโนโลยีที่เป็นมาตรฐานในการตรวจน้ำตาลในเลือดคือการเจาะเลือดเพื่อทดสอบในห้องปฏิบัติการเท่านั้น อาจเป็นการเจาะเลือดหลังอดอาหารเพื่อคัดกรองความเสี่ยง หรือการทดสอบโดยดื่มน้ำละลายน้ำตาลก็ได้ ทั้งสองวิธีมีความแม่นยำสูงก็จริง แต่มีข้อเสีย คือผู้ป่วยไม่สามารถทำการทดสอบได้เองในบ้าน
เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือดด้วยการเจาะเลือด (Blood Glucometer – BGM) จึงเป็นเทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นเพื่อตอบสนองการดูแลตัวเองของผู้ป่วยเบาหวาน ทำงานด้วยการเจาะเลือดจากปลายนิ้ว ทำปฏิกิริยาด้วยสารเคมีแล้ววัดปริมาณไฟฟ้าที่เกิดขึ้น เทคโนโลยีวัดน้ำตาลจากเลือดนี้พัฒนามานานแล้ว เทคโนโลยีจึงดีขึ้นและน่าเชื่อถือขึ้นตามลำดับ ทั้งยังสามารถใช้เลือดจากบริเวณอื่น ไม่ต้องเจาะซ้ำๆ ที่ปลายนิ้วมาวัดได้อีกด้วย
ในขณะที่เครื่องวัดน้ำตาลแบบต่อเนื่อง (CGM) ทำงานโดยการฝังเซนเซอร์ลงไปใต้ชั้นผิวหนัง แล้ววัดกระแสไฟฟ้าจากของเหลวระหว่างชั้นผิวหนัง แปลผลออกมาเป็นน้ำตาลในเลือด แทนการเจาะลงไปถึงเส้นเลือด CGM ไม่ได้ตรวจน้ำตาลจากเลือด จึงเกิดความคลาดเคลื่อนได้ง่าย ไวต่อการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีนัยยะสำคัญอีกด้วย
เพื่อศึกษาและพัฒนาเทคโนโลยีของเครื่องตรวจน้ำตาลให้ดีขึ้น นักวิทยาศาสตร์จึงกำหนดตัวแปรเพื่อศึกษาความแม่นยำของเครื่องตรวจน้ำตาลขึ้นมา เรียกว่าค่าความคลาดเคลื่อนโดยเฉลี่ย (Mean Absolute Relative Difference - MARD)
MARD หาได้โดยการวัดน้ำตาลจากเครื่องวัดน้ำตาลหลายๆ ครั้ง เพื่อให้การวัดด้วยเครื่องวัดน้ำตาลแม่นยำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ แล้วนำค่าเฉลี่ยของการวัดจากเครื่องวัดน้ำตาลมาเทียบกับผลลัพธ์จากห้องทดลอง ค่า MARD นี้ ยิ่งน้อยยิ่งดี หมายความว่าการวัดแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น MARD = 15% หมายความว่า ผลลัพธ์ที่เครื่องวัดน้ำตาลได้ อาจจะแตกต่างจากในห้องแลปประมาณ 15%
ปัจจุบัน เทคโนโลยีดีขึ้นมาก แต่ CGM ยังมีความคลาดเคลื่อนสูง CGM ทั่วไปในท้องตลาดมีค่า MARD ประมาณ 15% เครื่องวัดน้ำตาลที่ดีหน่อยมีค่า MARD ประมาณ 10% ผู้ซื้อควรติดต่อขอข้อมูลจากผู้ขายเพื่อให้มั่นใจในคุณภาพของสินค้าก่อนทุกครั้ง
สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ CGM ยังไม่น่าเชื่อถือ
MARD ของ CGM อยู่ที่ประมาณ 10 - 15% ในขณะที่เครื่องตรวจน้ำตาลจากเลือดปลายนิ้ว (BGM) มีมาตรฐาน ISO 15197 ควบคุม กำหนดให้ BGM มี MARD 6.1% ดังนั้น โดยทั่วไปแล้ว เครื่องตรวจน้ำตาลจากเลือดปลายนิ้วจึงมีความน่าเชื่อถือสูงกว่า เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานทั่วไปมากกว่า
นอกจาก MARD แล้ว CGM ยังมีข้อจำกัดในการใช้งานดังนี้
ผลตรวจน้ำตาลช้ากว่าความเป็นจริง
ปัจจัยอีกอย่างหนึ่งที่เป็นข้อจำกัดของ CGM คือข้อจำกัดจากหลักการทำงานของเครื่องเอง เนื่องจากเซนเซอร์ของ CGM ฝังลงไปตรวจของเหลวระหว่างเซลล์ในชั้นไขมัน ผลการตรวจจาก CGM จึงเป็นผลตรวจน้ำตาลที่ช้ากว่าความเป็นจริงประมาณ 15 นาที
CGM มักรายงานผลน้ำตาลของผู้ไม่มีเบาหวานสูงเกินไป
งานวิจัยในช่วงหลังเริ่มตั้งคำถามกับความแม่นยำของ CGM จากงานวิจัยขนาดเล็กของมหาวิทยาลัยบาธ สหราชอาณาจักรพบว่า CGM มีแนวโน้มรายงานผลน้ำตาลในเลือดของผู้ไม่มีเบาหวานสูงเกินไปถึง 30%
ภาวะเฉื่อยชาจากการแจ้งเตือน (Alert Fatigue)
Alert Fatigue คือปรากฏการณ์เมื่อคนเราได้รับการแจ้งเตือนซ้ำๆ บ่อยครั้งเกินไปโดยไม่มีปัญหาจริง Alert Fatigue ปัญหาที่สำคัญอีกประการที่พบได้บ่อยของ CGM นายแพทย์ Henry Anhoultเล่าประสบการณ์ของตัวเองไว้ว่า CGM เป็นเครื่องมือที่ยอดเยี่ยมในการตรวจจับความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือด แต่หาก CGM ส่งสัญญาณเตือนเพราะตรวจระดับน้ำตาลผิดพลาดในเลือดหลายครั้ง ผู้ใช้งานจะหงุดหงิดและเลิกสนใจสัญญาณเตือนเหล่านั้นแทน
จากที่กล่าวมา ทำให้ทางการแพทย์ยังไม่ยอมรับการใช้ CGM ในการวินิจฉัยโรค
สรุป

แม้ว่าเทคโนโลยีก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่ CGM และการตรวจน้ำตาลโดยไม่ตรวจเลือดยังมีข้อจำกัดทางเทคโนโลยีอยู่อีกมาก ทำให้ CGM ไม่ได้รับการยอมรับในการวินิจฉัยโรค MARD หรือค่าความคลาดเคลื่อนโดยเฉลี่ยของ CGM ยังอยู่ที่ประมาณ 15% ในขณะที่เครื่องวัดน้ำตาลโดยเลือด (BGM) ที่ได้มาตรฐานมี MARD ไม่เกิน 6.1%
อย่างไรก็ตาม CGM มีข้อได้เปรียบที่สำคัญ คือสามารถใช้ตรวจความเปลี่ยนแปลงของน้ำตาลในเลือดระหว่างวันได้ดี เหมาะสมกับผู้เป็นเบาหวาน Type 1 และเบาหวาน Type 2 ที่ต้องตรวจเลือดเกิน 7 ครั้งต่อวัน
การรักษาเบาหวานที่ดีที่สุดคือการป้องกัน และการตระหนักรู้ถึงน้ำตาลในเลือดของตนเองเป็นจุดเริ่มต้นของการป้องกันโรคเบาหวาน



